|
กฐิน
* * *
การทอดกฐิน
เป็นการบำเพ็ญบุญที่ได้กระทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ซึ่งมีที่มาแตกต่างจากการถวายทานอื่นๆ โดยทั่วไป
ตรงที่การถวายทานทั่วไปมักเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ขอให้พระบรมศาสดาทรงอนุญาต
ส่วนกฐินทาน พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตโดยตรงนับเป็นทานอันเกิดจากพุทธประสงค์โดยแท้
การทอดกฐินสามารถกระทำได้ภายในระยะเวลา
๑ เดือนหลังออกพรรษา คือ ตั้งแต่วันแรม ๑
ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
ความหมาย
กฐิน มีความหมาย ๔ ประการ ดังนี้
(๑) กฐินที่เป็นชื่อของกรอบไม้
กรอบไม้แม่แบบสำหรับทำจีวร
ซึ่งอาจเรียกว่า สะดึง ก็ได้
เนื่องจากในครั้งพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนด
กระทำได้โดยยาก
จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้
เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่ม
หรือผ้าห่มช้อนที่เรียกว่าจีวรเป็นส่วนรวม ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้
ในภาษาไทยนิยมเรียก ผ้านุ่งว่าสบง ผ้าห่มว่า จีวร ผ้าห่มช้อนว่า
สังฆาฏิ การทำผ้าโดยอาศัยแม่แบบเช่นนี้ คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบ
และ ตัดเย็บ
ย้อมทำให้เสร็จในวันนั้นด้วยความสามัคคีของสงฆ์
เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้น
เมื่อทำเสร็จ หรือพ้นกำหนดกาลแล้ว แม่แบบหรือกฐินนั้น
ก็รื้อเก็บไว้ใช้ในการทำผ้าเช่นนั้นอีกในปีต่อๆ ไป การรื้อแบบไว้
เรียกว่า เดาะ ฉะนั้นคำว่า กฐินเดาะ หรือเดาะกฐิน
จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไว้ใช้ในโอกาสต่อไป
(๒) กฐินที่เป็นชื่อของผ้า
หมายถึงผ้าที่ถวายใช้เป็นกฐินภายในกำหนดกาล ๑ เดือน
นับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒
ผ้าที่จะถวายนั้นจะเป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ เช่น
ผ้าฟอกสะอาด หรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว
และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตกตามร้านก็ได้ ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้
ถวายแก่สงฆ์แล้ว ก็เป็นอันใช้ได้
(๓) กฐินที่เป็นชื่อของบุญกิริยา
คือการทำบุญคือการถวายผ้ากฐินเป็นทานแก่พระสงฆ์
ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวันหนึ่งครบ ๓ เดือน
เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ให้มีผ้านุ่ง
หรือผ้าห่มใหม่ จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด
การทำบุญถวาย ผ้ากฐิน หรือที่เรียกว่า ทอดกฐิน
คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้ว
กล่าวคำถวายในท่ามกลางสงฆ์ เรียกได้ว่าเป็นกาลทาน
คือการถวายทานที่ทำได้เฉพาะกาล ๑ เดือน
ดังกล่าวในกฐินที่เป็นชื่อของผ้า ถ้าถวายก่อนหน้านั้น
หรือหลังจากนั้น ไม่เป็นกฐิน ท่านจึงถือว่าหาโอกาสทำได้ยาก
(๔) กฐินที่เป็นชื่อของสังฆกรรม
คือ
กิจกรรมของสงฆ์ก็จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์
ในการมอบผ้ากฐิน ให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
เมื่อทำจีวรสำเร็จแล้วด้วยความร่วมมือของภิกษุทั้งหลาย
ก็จะได้เป็นโอกาสให้ได้ช่วยกันทำจีวรของภิกษุรูปอื่นขยายเวลาทำจีวรได้อีก
๔ เดือน ทั้งนี้เพราะในสมัยพุทธกาลการหาผ้า การทำจีวรทำได้โดยยาก
ไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เกิน ๑. วัน แต่เมื่อได้ช่วยกันทำสังฆกรรมเรื่องกฐินแล้ว
อนุญาตให้แสวงหาผ้า และเก็บผ้าไว้ทำเป็นจีวรได้จนตลอดฤดูหนาว
คือจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔
ข้อความดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
จะเห็นว่าความหมายของคำว่ากฐิน มีความเกี่ยวข้องกันทั้ง ๔ ประการ
เมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมเรื่องกฐินเสร็จแล้ว
และประชุมกันอนุโมทนากฐิน
คือแสดงความพอไจว่าได้กรานกฐินเสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
กฐิน
ในปัจจุบัน มีผู้ถวายผ้ามากขึ้น
มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่จะทำเป็นจีวรได้แพร่หลายขึ้น
การใช้ไม้แม่แบบอย่างเก่าจึงเลิกไปเพียงแต่รักษาชื่อประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบ
เพียงถวายผ้าขาวให้ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จในวันนั้น
หรืออีกอย่างหนึ่ง คือ
นำผ้าสำเร็จรูปมาถวายก็เรียกว่า "ถวายผ้ากฐิน" เหมือนกัน
และเนื่องจากยังมีประเพณีนิยมถวายผ้ากฐินกันแพร่หลายไปทั่วประเทศไทย
จึงนับว่าเป็นประเพณีนิยมในการบำเพ็ญกุศลเรื่องกฐินนี้
ยังขึ้นหน้าขึ้นตาเป็นสาธารณะประโยชน์ร่วมไปกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไปในขณะเดียวกัน
ตำนาน
ครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์พระวินัยปิฏก กฐินขันธกะว่า
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับ ณ พระเชตวัน ครั้งนั้นภิกษุ ๓๐
รูป ชาวเมืองปาไฐยยะ บ้างเรียกว่าปาฐา หรือ ปาทาน( อยู่
ด้านทิศปัจฉิม ในแคว้นโกศล)
เดินทางมาด้วยหวังว่าจะเฝ้าพระผู้มีภาค
แต่มาไม่ทันเพราะเหตุใกล้วันเข้าพรรษา จึงพักจำพรรษา ณ
เมืองสาเกต ในระหว่างพรรษานั้น ไม่ผาสุก
เพราะลำบากด้วยที่อยู่ในฐานะเป็นอาคันตุกะ
และต่างก็มีใจรัญจวนถึงพระบรมศาสดา ด้วยคิดว่า
แม้จะจากเมืองมาอยู่ ณ ที่ใกล้แล้ว
ก็ยังมิได้ถวายบังคมเบื้องบาทมูลแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาดังใจประสงค์
ครั้นออกพรรษาแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นต่างก็รีบออกเดินทางมายังพระเชตวัน ในระหว่างทาง
พื้นภูมิภาคยังเป็นหล่มเป็นโคลนเป็นตม
เพราะยังไม่แห้งภิกษุทั้งหลายเหยียบย่ำมาตามทาง
โคลนตมและน้ำตามหลุมตามบ่อเล็กน้อยก็กะฉูดขึ้นเปื้อนจีวรและร่างกาย
ฝ่าแดดกรำฝน ทนความลำบาก
จีวรผ้าเนื้อหยาบของภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำฝนน้ำโคลน
ก็อุ้มน้ำไว้หนักอึ้ง ลำบากแต่ร่างกายยิ่งแล้ว
แต่พวกภิกษุทั้ง ๓๐ ก็พากันมาถึงพระเชตวัน ครั้นแล้ว
ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงปราศรัยตรัสความเป็นไปแล้ว
ตรัสธรรมกถา ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล
ในลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงทรงดำริถึงความลำบากของภิกษุเหล่านั้น
และเห็นว่า กฐินตฺถาโร จ นาเมส สพฺพพุทฺเธหิ อนุญฺญาโต
การกรานกฐิน นี้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ได้ทรงอนุญาตมา
ดังนั้น จึงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์
แล้วตรัสอนุญาตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คือให้ภิกษุรับผ้ากฐินได้
ในเมื่อออกพรรษาแล้ว
นางวิสาขา ได้ทราบพุทธานุญาต และได้ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก
ประเภทของกฐิน
การทำบุญทอดกฐินในประเทศไทยเราได้แบ่งกฐินออกเป็น ๒ ประเภท คือ
กฐินหลวง และกฐินราษฎร์
กฐินหลวง ได้แก่
กฐินที่ทำพิธีทอดถวายแด่พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษา ณ
พระอารามหลวงแห่งใดแห่งหนึ่ง
ซึ่งมีอยู่ ๓ ประเภท คือ
๑) กฐินเสด็จพระราชดำเนิน
เป็นกฐินหลวงที่พระแผ่นดินเสด็จไปพระราชทานถวายด้วยพระองค์เอง
หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ผู้แทนพระองค์ไปทอดถวายแทน
๒) กฐินต้น
เป็นกฐินส่วนพระองค์ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระราชทานแก่วัดใด
วัดหนึ่ง
ซึ่งอาจเป็นวัดหลวงหรือวัดราษฎร์ก็ได้
๓) กฐินพระราชทาน
เป็นกฐินหลวงที่โปรดพระราชทานให้แก่หน่วยงานข้าราชการ คฤหบดี
พ่อค้า และประชาชน ผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานผ้ากฐินนำไปทอดถวาย
ณ พระอารามหลวง แห่งใดแห่งหนึ่ง
กฐินราษฎร์ ได้แก่
กฐินที่ราษฎรผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายจัดนำไปทอดถวาย ณ
วัดราษฎร์ทั่วไป กฐินราษฎร์นี้นิยมแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑) มหากฐิน
เป็นกฐินที่นิยมจัดเครื่องบริวารกฐินต่างๆ มากมาย
๒) จุลกฐิน
เป็นกฐินน้อยหรือกฐินรีบด่วนเพราะมีเวลาจัดเตรียมการน้อย
มีกฐินพิเศษอีกชนิดหนึ่ง
เรียกว่าจุลกฐินเป็นงานที่มีพิธีมาก ถือกันว่ามาแต่โบราณว่า
มีอานิสงส์มากยิ่งนัก
วิธีทำนั้น คือเก็บฝ้ายมากรอเป็นด้าย
และทอให้แล้วเสร็จเป็นผืนผ้าในวันเดียวกัน และนำไปทอดในวันนั้น
กฐินชนิดนี้ ต้องทำแข่งกับเวลา มีผู้ทำหลายคน
แบ่งกันเป็นหน้าที่ ๆ ไป ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว
"วิธีทอดจุลกฐินนี้
มีปรากฏในหนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าว่า
บางทีเป็นของหลวงทำในวันกลางเดือน ๑๒ คือ
ถ้าสืบรู้ว่าวัดไหนยังไม่ได้รับกฐิน ถึงวันกลางเดือน ๑๒
อันเป็นที่สุดของพระบรมพุทธานุญาตซึ่งพระสงฆ์จะรับกฐินได้ในปีนั้น
จึงทำผ้าจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจุลกฐิน
คงเกิดแต่จะทอดในวันที่สุดเช่นนี้
จึงต้องรีบร้อนขวนขวายทำให้ทัน
เห็นจะเป็นประเพณีมีมาเก่าแก่
เพราะถ้าเป็นชั้นหลังก็จะเที่ยวหาซื้อผ้าไปทอดได้หาพักต้องทอใหม่ไม่"
(จากวิธีทำบุญ ฉบับหอสมุด หน้า ๑๑๙) |
ข้อกำหนดเกี่ยวกับกฐิน
๑. จำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินได้
ถ้ากล่าวตามหลักฐานในพระไตรปิฎก (เล่ม ๕ หน้า ๒๕๘)
ซึ่งเป็นพระพุทธภาษิต กล่าวว่าสงฆ์ ๔ รูป ทำกรรมได้ทุกอย่าง
เว้นการปวารณา คือการอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนได้
การอุปสมบทและการสวดถอนจากอาบัติบางประการ (อัพภานะ
จึงหมายถึงว่าจำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินได้จะต้องมีตั้งแต่ ๔
รูปขึ้นไป
แต่หนังสืออธิบายชั้นหลังที่เรียกว่าอรรถกถา กล่าวว่า ต้อง
๕ รูป ขึ้นไป เมื่อหนังสืออธิบายชั้นหลังขัดแย้งกับพระไตรปิฏก
จึงต้องถือพระไตรปิฏกเป็นสำคัญ
๒. คุณสมบัติของพระสงฆ์ที่มีสิทธิรับกฐิน
คือพระสงฆ์ที่จำพรรษาในวัดนั้นครบ ๓ เดือน
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า
จะนำพระสงฆ์วัดอื่นมาสมทบ จะใช้ได้หรือไม่
ตอบว่าถ้าพระสงฆ์วัดที่จะทอดกฐินนั้น มีจำนวน ครบ ๔ รูปแล้ว
จะนำพระสงฆ์ที่อื่นมาสมทบก็สมทบได้ แต่จะอ้างสิทธิไม่ได้
ผู้มีสิทธิมีเฉพาะผู้จำพรรษาครบ ๓ เดือนในวัดนั้นเท่านั้น
การนำพระภิกษุมาจากวัดอื่น
คงมีสิทธิเฉพาะที่ทายกจะถวายอะไรเป็นพิเศษเท่านั้น
ไม่มีสิทธิในการออกเสียงเรื่องจะถวายผ้าแก่ภิกษุรูปนั้นรูปนี้
๓. กำหนดกาลจะทอดกฐินได้
ได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นว่าการทอดกฐินนั้นทำได้ภายในเวลาจำกัด
คือตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
ก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นไม่นับเป็นกฐิน
แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า
ถ้าทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีกิจจำเป็น เช่นจะต้องไปในทัพ
ไม่สามารถจะอยู่ทอดกฐินตามกำหนดนั้นได้
จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าวแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับไว้ก่อนได้
๔. ข้อควรทราบเกี่ยวกับกับกฐินไม่เป็นอันทอดหรือเป็นโมฆะ
เรื่องนี้สำคัญมากควรทราบทั้งผู้ทอดและ
ทั้งฝ่ายพระสงฆ์ผู้รับ เพราะเป็นเรื่องทางพระวินัย วินัยปิฏก
เล่ม ๕ หน้า ๑๓๗ คือ มักจะมีพระไนวัดเที่ยวขอ โดยตรงหรือโดยอ้อม
ด้วยวาจาบ้าง ด้วยหนังสือบ้าง เชิญชวนให้ไปทอดกฐินในวัดของตน
การทำเช่นนั้นผิด พระวินัย กฐินไม่เป็นอันกรานนับเป็นโมฆะ
ทอดก็ไม่เป็นอันทอด พระผู้รับก็ไม่ได้อานิสงส์ จึงควรระมัดระวัง
ทำให้ถูกต้องและแนะนำผู้เข้าใจผิดปฏิบัติผิดทำให้ถูกต้องเรียบร้อย
วิธีการทอดกฐิน
ผู้มีความเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน พึงปฎิบัติดังต่อไปนี้
๑. จองกฐิน
เมื่อจะไปทอดกฐิน ณ วัดใด พอเข้าพรรษาแล้ว
พึงไปนมัสการสมภารเจ้าวัดนั้น
กราบเรียนแก่ท่านว่าตนมีความประสงค์ จะขอทอดกฐิน
แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้นเพื่อให้รู้ ทั่ว ๆ กัน
การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่น ๆ
ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการหากมิเช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อน
นี้กล่าวสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัน
แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวง อันมีธรรมเนียม
ว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว ทายกนั้น
ครั้นกราบเรียนเจ้าอาวาสท่าน แล้วต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสังฆการี
กรมการศาสนา ขอเป็นกฐินพระราชทาน ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว
จึงจะจองได้
๒.เตรียมการ
ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว
เมื่อออกพรรษาแล้วจะทอดกฐินในวัดใด ก็กำหนดให้แน่นอน
แล้วกราบเรียนให้เจ้าวัดท่านทราบ วันกำหนดนั้น
ถ้าเป็นอย่างชนบทสมภารเจ้าวัด ก็บอกติดต่อกับ
ชาวบ้านว่าวันนั้นวันนี้เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดหา
อาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผู้มาในการกฐิน
ครั้นกำหนดวัดทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน
คือ ไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขาร อื่น
ๆ ตามแต่มีศรัทธามากน้อย ( ถ้า จัดเต็มที่มักมี ๓ ไตร คือ
องค์ครอง ๑ ไตร และไตรคู่สวดอีก ๒ ไตร)
วันงาน
พิธีทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น โดยมาก
จึงจัดงานเป็น ๒ วัน
วันต้นตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้
จะไปตั้งที่วัดก็ได้ กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน
ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนา รุ่งขึ้น
เป็นวัดทอด
ถ้าไปทางบก ก็มีแห่ทางขบวนรถ หรือเดินขบวนกันไป
มีแตรวงหรืออื่น ๆเป็นการครึกครื้น
ถ้าไปทางเรือ ก็มีแห่ทางขบวนเรือสนุกสนาน
โดยมาก มักแห่ไปตอนเช้า และเลี้ยงพระเพล การทอดกฐิน
จะทอดในตอนเช้านั้นก็ได้ ทอดเพลแล้วก็ได้ สุดแล้วแต่สะดวก
การเลี้ยงพระ ถ้าเป็นอย่างในชนบท ชาวบ้านจัดภัตตาหารเลี้ยงด้วย
เจ้าของงานกฐินก็จัดไปด้วยอาหารมากมายเหลือเฟือ แม้ข้อนี้
ก็สุดแต่กาลเทศะแห่งท้องถิ่น
อนึ่ง ถ้าตั้งองค์กฐินในวัดที่จะทอดนั้น เช่นในชนบทตอนเย็น
ก็แห่องค์พระกฐินไปตั้งที่วัดกลางคืนมีการฉลอง
รุ่งขึ้นเลี้ยงพระเช้าแล้ว ทอกกฐิน ถวายภัตตาหารเพล
การถวายผ้ากฐิน
การถวายผ้ากฐินนั้น คือ เมื่อพระสงฆ์ ประชุมพร้อมกันแล้ว
เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนโม ๓ จบ
แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์
กล่าวคำถวายผ้ากฐิน ๓ จบ
ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้ายสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน
เพื่อจับได้ทั่วถึงกันแล้ว หัวหน้านำว่าคำถวาย
คำถวายผ้ากฐินอย่างมหานิกาย
อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน)
แปลว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลาย
ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์"
คำถวายผ้ากฐิน อย่างธรรมยุตติกนิกาย
อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ
โน ภนฺเต สงฺโฆ
อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา
ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ
อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
แปลว่า "ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้
ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านี้
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ
ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า "สาธุ "
เจ้าภาพก็ประเคนผ้าไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ ครั้นแล้ว
ประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ เสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา
เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร
ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้
อปโลกน์กฐิน หมายถึง
การที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสนอขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ถามความเห็นชอบ
ว่าควรมี การกรานกฐินหรือไม่
เมื่อเห็นชอบร่วมกันแล้วจึงหารือกันต่อไปว่าผ้าที่ทำสำเร็จแล้วควรถวายแก่ภิกษุรูปใด
การปรึกษาหารือ การเสนอความเห็นเช่นนี้เรียกว่า อปโลกน์ (อ่านว่าอะ
ปะ โหลก) หมายถึง การช่วยกันมองดูว่า จะสมควรอย่างไร
เพียงเท่านี้ยังใช้ไม่ได้
เมื่ออปโลกน์เสร็จแล้วจึงต้องสวดประกาศเป็นการสงฆ์ จึงนับเป็นสังฆกรรม
พิธีกรานกฐิน
กรานกฐินเป็นพิธีฝ่ายภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะคือภิกษุผู้ได้รับ
มอบผ้ากฐินนั้น นำผ้ากฐินไปทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เย็บ
ย้อมแห้ง เรียบร้อยดีแล้ว เคาะระฆัง
ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ ภิกษุผู้รับผ้ากฐิน
ถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้าใหม่ที่ตนได้รับนั้นเข้าชุดเป็นไตรจีวร
เสร็จแล้วภิกษุรูปหนึ่ง ขึ้นสู่ธรรมาสน์แสดงพระธรรมเทศนา
กล่าวถึงเรื่องประวัติกฐินและอานิสงส์
ครั้นแล้วเปล่งวาจาในท่ามกลางชุมนุมนั้น ตามลักษณะผ้าที่กราน
ดังนี้
ถ้าเป็นผ้าสังฆาฏิ (ผ้าห่มทับ)
เปล่งวาจากรานกฐินว่า
"อิมาย สงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ"
แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสังฆาฎินี้
( ในเวลาว่านั้นไม่ต้องว่าคำแปลนี้) ๓ จบ
ถ้าเป็นผ้าอุตราสงค์ (จีวร ผ้าห่ม)
เปล่งวาจากรานกฐินว่า
"อิมินา อุตฺราสงฺ เคน กฐินํ อตฺถรามิ
" แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้ ๓ จบ
ถ้าเป็นผ้าอันตราวาสก (สบง ผ้านุ่ง )
เปล่งวาจากรานกฐินว่า
" อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ
" แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอันตรวาลกนี้ ๓ จบ
ลำดับนั้น สงฆ์นั่งคุกเข่าพร้อมกันแล้วกราบพระ ๓ หน
เสร็จแล้ว ตั้งนโมพร้อมกัน ๓ จบ
แล้วท่านผู้ได้รับผ้ากฐินหันหน้ามายังกลุ่ม ภิกษุสงฆ์
กล่าวคำอนุโมทนาประกาศดังนี้
" อตฺถตํ อาวุโส สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก
กฐินตฺถโร อนุโมทมิ" ๓ จบ
(แปลว่า อาวุโส กฐินสงฆ์กราลแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม
ข้าพเจ้าขออนุโมทนา)
คำว่า อาวุโส นั้น ถ้ามีภิกษุอื่นซึ่งมีพรรษามากกว่าภิกษุ
ผู้ครองกฐินแม้เพียงรูปเดียวก็ตาม ให้เปลี่ยนเป็น ภนฺ$ |