|
วันเข้าพรรษา
* * *
วันเข้าพรรษา กำหนดเป็น ๒ ระยะ คือ ปุริมพรรษา และปัจฉิมพรรษา
๑.
ปุริมพรรษา คือ วันเข้าพรรษาต้น ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘
ของทุกปี หรือราวเดือนกรกฎาคม และออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน
๑ ราวเดือนตุลาคม
๒.
ปัจฉิมพรรษา คือ วันเข้าพรรษาหลัง สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘
สองหน ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หลัง หรือราวเดือนกรกฎาคม
และจะออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ราวเดือนตุลาคม
ความหมายของวันเข้าพรรษา คือ
เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ
ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนมีกำหนด 3
เดือนตามพระวินัยบัญญัติ โดยไม่ไปค้างแรมในที่อื่น
เรียกกันโดยทั่วไปว่า "จำพรรษา"
ประวัติความเป็นมา
แต่เดิมในสมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติพระวินัยให้พระสงฆ์สาวก
อยู่ประจำพรรษา เหล่าภิกษุสงฆ์จึงต่างพากันออกเดินทาง
เผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ย่อท้อ ทั้งในฤดูหนาว
ฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาชาวบ้านได้พากันติเตียนว่า
พวกสมณะศากยบุตรไม่ยอมหยุดสัญจรแม้ในฤดูฝน
ในขณะที่พวกพ่อค้าและนักบวชในศาสนาอื่นๆ
ต่างพากันหยุดสัญจรในช่วงฤดูฝนนี้
การที่พระภิกษุสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆ แม้ในฤดูฝน
อาจเหยียบย่ำข้าวกล้าชาวบ้าน ได้รับความเสียหาย
หรืออาจไปเหยียบย่ำโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนถึงแก่ความตาย
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องจึงได้วางระเบียบให้พระภิกษุสงฆ์เข้าอยู่ประจำที่
ตลอดระยะเวลา 3 เดือนแห่งฤดูฝน ภิกษุสงฆ์ที่อธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว
จะไปค้างแรมที่อื่นนอกเหนือจากอาวาส
หรือที่อยู่ของตนไม่ได้แม้แต่คืนเดียว
หากไปแล้วไม่สามารถกลับมาในเวลาที่กำหนด คือก่อนรุ่งสว่าง
ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นขาดพรรษา
แต่หากมีกรณีจำเป็น ๔ ประการต่อไปนี้
ภิกษุผู้อยู่พรรษาสามารถกระทำ สัตตาหกรณียะ คือ ไปค้างที่อื่นได้
โดยไม่ถือว่าเป็นการขาดพรรษา แต่ต้องกลับมาภายในระยะเวลา ๗ วัน
คือ
๑.
ไปรักษาพยาบาลพระภิกษุ หรือ บิดามารดาที่เจ็บป่วย
๒. ไประงับไม่ให้พระภิกษุสึก
๓. ไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น
ไปหาอุปกรณ์มาซ่อมแซมวัดซึ่งชำรุดในพรรษานั้น
๔. ทายกนิมนต์ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขา
ในการอธิษฐานเข้าพรรษา ณ วัดหรือที่ใดที่หนึ่ง
หากมีเหตุจำเป็น ๕ ประการต่อไปนี้ ภิกษุไม่ต้องอาบัติ
แม้จะไปอยู่ที่อื่น ได้แก่
๑. ถูกสัตว์ร้ายรบกวน ถูกโจรปล้น วิหารถูกไฟไหม้
หรือถูกน้ำท่วม
๒. ชาวบ้านถูกโจรปล้น อพยพหนีไป อนุญาตให้ไปกับเขาได้
หรือชาวบ้านแตกเป็น 2 ฝ่าย ให้ไปกับฝ่ายที่มีศรัทธาเลื่อมใส
๓. ขาดแคลนอาหาร หรือยารักษาโรค
๔. มีผู้เอาทรัพย์มาล่อ
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้หนีไปเสียให้พ้นได้
๕.
ภิกษุสงฆ์แตกกันหรือมีผู้พยายามทำให้ภิกษุสงฆ์ในวัดแตกกัน
ให้ไปเพื่อหาทางระงับได้
ประโยชน์ในการเข้าพรรษาของพระภิกษุ
๑. เป็นช่วงที่ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่นา
หากภิกษุสงฆ์เดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆ อาจไปเหยียบต้นกล้า
หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้ได้รับความเสียหายล้มตาย
๒. หลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลา
8 - 9 เดือน พระภิกษุสงฆ์จะได้หยุดพักผ่อน
๓.
เป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง
และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมการสั่งสอนประชาชนเมื่อถึงวันออกพรรษา
๔.
เพื่อจะได้มีโอกาสอบรมสั่งสอนและบวชให้กับกุลบุตรผู้มีอายุครบบวช
อันเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป
๕. เพื่อให้พุทธศาสนิกชน
ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลเป็นการพิเศษ เช่น
การทำบุญตักบาตรหล่อเทียนเข้าพรรษา ถวายผ้าอาบน้ำฝน รักษาศีล
เจริญภาวนา ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม งดเว้นอบายมุข
และมีโอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดเวลาเข้าพรรษา
วันออกพรรษา
วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๑๑
หรือในราวเดือนตุลาคม วันออกพรรษา
เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ร่วมกันในวัดที่ซึ่งอธิษฐานเข้าพรรษาตลอดระยะเวลา
๓ เดือน เมื่อทำพิธีออกพรรษาแล้ว
พระภิกษุสงฆ์สามารถจาริกไปในสถานที่ต่างๆ
เพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ตามความประสงค์โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาค้างแรม ณ
วัดที่ตนสังกัด ในระยะเวลาที่เข้าพรรษา
การประกอบพิธีในวันออกพรรษา
การประกอบพิธีในวันสำคัญนี้ เหล่าพุทธศาสนิกชนจะนิยมทำบุญกุศลเป็นกรณีพิเศษ
เช่น ตักบาตรในตอนเช้า ถวายสังฆทาน ไปทำบุญที่วัด ถวายภัตตาหาร
ฟังพระธรรมเทศนา และมีการตักบาตรเทโวในวันรุ่งขึ้น
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา มีที่นิยมปฏิบัติอยู่ ๒ อย่าง
คือ
๑. ประเพณีตักบาตรเทโว
๒. ประเพณีเทศน์มหาชาติ
ประเพณีการตักบาตรเทโว
การตักบาตรเทโว
จะกระทำกันในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ คือหลังจากวันออกพรรษาแล้ว ๑
วัน
ประวัติความเป็นมาของประเพณีการตักบาตรเทโว
ในสมัยพุทธกาล
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม
และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา ๑ พรรษา
และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสคร
การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส
เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น
จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ
งานเทศน์มหาชาตินี้
นิยมทำกันหลังออกพรรษาพ้นหน้ากฐินไปแล้ว อาจทำในวันขี้น ๘
ค่ำกลางเดือน ๑๒ หรือในวันแรม ๘ ค่ำก็ได้
ซึ่งในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์
จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริง
แต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน ๔ เรียกว่า "งานบุญพระเวส"
ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง ในภาคกลาง
บางท้องถิ่นทำกันในเดือน ๕ ต่อเดือน ๖ ก็มี
งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในกาลพิเศษจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล
โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด บางแห่งนิยมทำในเดือน ๑๐
การเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๓ กัณฑ์
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์
ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและออกบวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กิจกรรมต่างๆ
ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
๑. ทำบุญตักบาตร
อุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. จัดนิทรรศการ กิจกรรมต่างๆ
เพื่อเป็นการเผยแพร่เกี่ยวกับวันออกพรรษา
๔. ร่วมกุศลกรรม "ตักบาตรเทโว"
๕. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติ
ตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัดและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
ข้อควรปฏิบัติของชาวพุทธในวันพระและในวันสำคัญทางพุทธศาสนาต่างๆ
๑. ทำบุญตักบาตร ถือศีล
ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๒. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข
ละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา
๓. ศึกษาข้อธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๔. ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา
|